ใบแดง “ส.ส.มุก” เขต 8 นครศรีฯ ใครจะได้ไปต่อ

ใบแดง “ส.ส.มุก” ทำสนามเขต 8 นครศรีฯเดือด วิเคราะห์ใครจะเข้าวิน

ชัดเจนแล้วว่า ศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง และตัดสิทธิ์ทางการเมืองของ “สส.มุก-มุกดาวรรณ เลื่องสีนิล” สส.เขต 8 นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย นับเป็น สส.คนที่สองของพรรคภูมิใจไทยต่อจาก สส.สุวรรณ แห่งจังหวัดบึงกาฬ ที่โดนใบแดง และมี สส.ชุดปัจจุบันเพียงสองคนเท่านั้นที่โดนใบแดง

หลังจากนี้ไปคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ก็ต้องจัดเลือกตั้งใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างลงกับวาระที่เหลืออยู่เพียง 2 ปี

แน่นอนว่า สำหรับสนามเลือกตั้งซ่อมเพียง 1 เขตของนครศรีธรรมราชจะเป็นสนามเดือดอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องมาฟาดฟันกันเองอย่างหลักหนีไม่พ้นคำว่า “มารยาท” ที่เคยกล่าวอ้างกันของพรรคการเมือง “หลีกทางให้พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน คราวนี้น่าจะเป็นข้อยกเว้น สู้กันเต็มอัตราศึก

“ให้เกียรติเจ้าของพื้นที่เดิม) คือพรรคภูมิใจไทยคงจะไม่ได้ยิน (เขต 8 ประกอบด้วย อ.ฉวาง นาบอน ช้างกลาง และพิปูน)

การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จะเป็นสนามวัดดวง ชี้ชะตาอนาคตทางการเมืองในภาคใต้ของทุกพรรค พรรคไหนมีศักยภาพส่งได้ ส่งแน่นอน และจะระดมทุกสรรพกำลังลงไปช่วยกัน ให้หลับตานึกถึงสนามเลือกตั้งซ่อม เขต ครั้งก่อน ที่เทพไท เสนพงศ์ ถูกศาลตัดสินจำคุก ”อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ“ จากพรรคพลังประชารัฐ กรำศึกกันหนักหน่วงกับ ”พงศ์สิน เสนพงศ์“ น้องชายของเทพไท เสนพงศ์

พรรคประชาธิปัตย์วันนี้ในฐานะเจ้าของพื้นที่เดิมเมื่อครั้งกระโน้น ยืนยันจากปากของ ”ชินวรณ์ บุณยะเกียรติ์“เองว่า จะย้ายกลับมาลงสมัครเขต 8 ทวงคืนแชมป์ด้วยตัวเอง ซึ่งตรงกับ ”แทน-ชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ภาคใต้ก็ยืนยันว่า ต้องให้เกียรติ์พี่ชินเจ้าของพื้นที่

พรรคกล้าธรรม “บิ๊กโอ” สจ.ก้องเกียรติ์ เกตุสมบัติ ยืนจ้องรอคิวอยู่แล้ว แต่ในฐานะลูกเขยของชินวรณ์ ก็ทำใจลำบากหน่อย ช่วงหลังบิ๊กโอใกล้ชิดกับ รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และ รอ.ธรรมนัส ก็สนับสนุนบิ๊กโอเต็มที่ด้วยบุคคลิก และอะไรที่เข้ากันได้ดี เมื่อจังหวะ และโอกาสมาถึงบิ๊กโอ จึงขอลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคกล้าธรรม แม้จะต้องสู้กับพ่อตาก็ตาม

บิ๊กโอ ตั้งใจจะลงสมัคร สส.ตั้งแต่คราวที่แล้ว ในนามพรรคประชาธิปัตย์ แต่การจัดสรรคนไม่ลงตัว เมื่อบุณยเกียรติ์ ลงสมัครถึงสองเขต ทำให้บิ๊กโอพลาดโอกาสนั้นไป ทั้งๆที่ลาออกจาก ส.อบจ.มานั่งรออยู่แล้ว

สนามเลือกตั้งเขต 8 จะเป็นสนามแรกของพรรคกล้าธรรมในการกรุยศึกเลือกตั้ง เพราะเป็นพรรคใหม่ที่มี สส.จากพรรคพลังประชารัฐย้ายมาสังกัดถึง 23 คน และมี สส.เดิมที่ย้ายมาเช่นกันอีก 1 คน

สนามเลือกตั้งเขต 8 จึงเป็นสนามพิสูจน์ฝีมือ เพื่อเดินหน้าลุยสำหรับการเลือกตั้งปี 70 และสนามเลือกตั้งภาคใต้น่าจะเป็นสนามหลักที่พรรคกล้าธรรม จะเข้ามาหวังเสียบแทนพรรคเก่าที่ค่อยๆอ่อนแอลง

พรรครวมไทยสร้างชาติ ยังพอมีพลังในการสู้ศึกกับผลงานของสองขุนพล “พีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค” รมว.พลังงาน และ “ขิง-เอกนัฐ พร้อมพันธ์” รมว.อุตสาหะกรรม ที่จับมือกันสร้างผลงาน สู้กับทุนพลังงาน รื้อโครงสร้างพลังงานใหม่ ถ้าผลงานผ่าน จะช่วยลดค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือน ภาคขนส่งลงไปได้มาก ลดต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าก็จะลดลง สามารถแปรมาเป็นคะแนนเสียงได้

ทราบว่า ดร.คมเดช มัชฌิมวงค์ ที่เคยลงสมัครรับเลือกตั้ง เขต 7 ทุ่งใหญ่ ในนามพรรคพลังประชารัฐ เสนอตัวย้ายมาลงเขตนี้ เนื่องจากเป็นคนพิปูน เคยเป็นนายกฯอบต.อยู่ที่พิปูน ช่วงหลังเห็นภาพทางโซเขี่ยล ลงพื้นที่ถี่ยิบ

พรรคประชาชน กรรมการบริหารพรรคประชาชน มีมติให้ณัฐกิตต์ อยู่ด้วง ลงสมัครรับเขตเลือกตั้งที่ 8 จ.นครศรีธรรมราช แต่โอกาสของพรรคประชาชนสำหรับพื้นที่ภาคใต้ น่าจะยังยากอยู่ เว้นแต่จะมีผู้สมัครที่โดดเด่นจริงๆ คนยังติดภาพกับการแก้ ม.112 อันเกี่ยวโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ไม่รู้ว่า เสร็จศึกซักฟอกนายกฯอุ้งอิ๊งค์ จะแปรเป็นคะแนนนิยมได้แค่ไหน

น่าสนใจคือพรรคภูมิใจไทย เจ้าของพื้นที่เดิมจะหยิบใครมาลงสมัคร ที่ใช้คำว่าหยิบ เพราะมีตัวเลือกให้พิจารณาไม่น้อยกว่า 4 คน คนแรกคือ “ไสว เลื่องสีนิล” สามีของ สส.มุกดาวรรณนั้นเอง ที่ผ่านมาหลังจากเกษียณอายุในตำแหน่งอาจารย์วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (ควนพลอง)ก็ทำงานพื้นที่ให้ สส.มุกดาวรรณอยู่ อยู่ที่พรรคว่าจะยังเลือกสกุล “เลื่องสีนิล”ให้ลงสมัครอีกหรือไม่กับตัวเลือกใหม่ ตัวเลือกใหม่ เช่น สุนทร รักษ์รงค์ ที่คราวที่แล้วได้มาอันดับ 2 พ่ายให้กับ สส.มุก เพียงไม่กี่คะแนน ซึ่งสุนทร น่าจะมีคะแนนเป็นกอบเป็นกำในแวดวงชาวสวนยาง ชาวสวนปาล์ม ที่สุนทรทำงานคลุกคลีกับชาวสวนยางมานาน เคยเป็นบอร์ดการยางแห่งประเทศไทย และบอร์ดยางโลก 2 สมัย มีภาคีเครือข่ายในแวดวงการยาง และปาล์มมากมาย ภาพลักษณ์ดี มีวิสัยทัศน์ เคยเป็นคนเขียนนโยบายยางพารา และปาล์มให้กับพรรคประชาธิปัตย์

อีกตัวเลือกหนึ่งของพรรคภูมิใจไทย และถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าให้การสนับสนุน สจ.กระวี หวานแก้ว ที่เคยลงสมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย
เขต 5. นครศรีธรรมราช
มี อ.พิปูน อ.ฉวาง อ.ถ้ำพรรณรา อ.ทุ่งใหญ่ (ปี 2562) แต่ครั้งนั้น สจ.กระวี ยังสอบไม่ผ่าน เพราะยังใหม่กับการเมืองอยู่มาก และพรรคภูมิใจไทยเองในยุคนั้นถือว่ายังไม่เท่าไหร่ คะแนนจึงออกมาไม่สวยงามนัก

สจ.กระวี ปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สว.ณัฐกิตติ์ หนูรอด สว.นครศรีฯถือเป็นรุ่นใหม่ของพรรคภูมิใจไทย
เป็นเด็กนักเรียนนอก
จบการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยแห่งรัฐ นิวเซาท์เวลส์(UNSW) มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เกิดที่ ต.กะเปียด อ.ฉวาง ผลงานเชิงประจักษ์ สมัยเป็น สจ.มีมากมาย

จบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต อิเล็กทรอนิคส์ ศรีปทุม
ปริญญาตรี รัฐศาสตร์บัณฑิตรามคำแหง รุ่น 22

เคยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.)
นครศรีธรรมราช เขต อ.ฉวาง นาน 7 ปี
ผลงานที่ประจักษ์ และเป็นรูปธรรมมากมาย
ที่มุ่งมั่นมากคือการพัฒนาเขาศูนย์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของ อยู่.ฉวาง

หลังจากนี้ไปพรรคภูมิใจไทยคงจะตั้งลำสู้ในสนามนครศรีธรรมราช กับเป้าหมายการขยายฐาน จาก 2 เป็น 4 หรือ 6 กับการเลือกตั้งซ่อมเขต 8 อยากจะโฟกัสไปที่สองคน ”สุนทร-กระวี“ สองคนนี้มีจุดอ่อน จุดเด่นที่แตกต่างกัน กระวี เป็นคนพื้นที่เกาะติดพื้นที่ แต่ยังแคบสำหรับสนามที่ใหญ่กว่า สจ. เพราะมีพื้นที่ถึง 4 อำเภอ ไม่ใช่ 3-4 ตำบล เหมือน สจ. โลกทัศน์อาจจะแคบกว่าสุนทร ที่ประสบการณ์โชกโชนทั้งเวทีระดับ Local และเวทีสากล (International) การที่พิพัฒน์ รัชกิจประการ แต่งตั้งให้สุนทรเป็นคณะทำงาน พิพัฒน์น่าจะเห็นศักยภาพอะไรบางอย่างในตัวสุนทรที่จะใช้งานได้

พรรคภูมิใจไทยคงจะต้องคิดหนักในการตัดสินใจเลือกระหว่าง “สุนทร-กระวี” ในสนามเลือกตั้งที่เห็นอยู่ว่า ดุเดือด